Process Automation

องค์กรกำลังเสียโอกาสโดยไม่รู้ตัว เพราะแยกข้อมูลลูกค้า CRM ออกจากกระบวนการทำงานภายใน(Process Automation)

ในหลายองค์กร ระบบ CRM และ Process Automation หรือการทำงานอัตโนมัติของกระบวนการ (คือการใช้เทคโนโลยีซอฟต์แวร์และระบบอัตโนมัติเพื่อจัดการและดำเนินกระบวนการทางธุรกิจที่ซ้ำๆ หรือซับซ้อนโดยอัตโนมัติ โดยลดการทำงานของมนุษย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดข้อผิดพลาด ประหยัดเวลา และให้พนักงานมุ่งเน้นไปที่งานที่สำคัญกว่า) ถูกสร้างขึ้นมาด้วยความตั้งใจที่ถูกต้อง แต่ถูกวางอยู่ในสถาปัตยกรรมที่ผิดบริบทโดยไม่รู้ตัว

CRM ถูกนิยามว่าเป็นระบบเก็บข้อมูลลูกค้า ขณะที่ BPM หรือ Workflow Automation ถูกนิยามว่าเป็นระบบจัดการขั้นตอนการทำงาน เมื่อสองระบบนี้ถูกออกแบบ แยกบริหาร และแยกวัดผล คนละทีม สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ข้อมูลไม่เชื่อมกัน แต่คือ “การแยกความหมายของข้อมูลออกจากกันโดยสิ้นเชิง”

Data Silo ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงแค่ข้อมูลอยู่คนละระบบ แต่หมายถึงการที่ข้อมูลเดียวกัน “ถูกตีความต่างกัน” ตามกรอบคิดของระบบที่มันอาศัยอยู่ และนี่คือจุดที่ทำให้ CRM และ Process Automation กลายเป็นศัตรูกันโดยไม่ตั้งใจ(การทำงานอัตโนมัติของกระบวนการ) คือการใช้เทคโนโลยีซอฟต์แวร์และระบบอัตโนมัติเพื่อจัดการและดำเนินกระบวนการทางธุรกิจที่ซ้ำๆ หรือซับซ้อนโดยอัตโนมัติ โดยลดการทำงานของมนุษย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดข้อผิดพลาด ประหยัดเวลา และให้พนักงานมุ่งเน้นไปที่งานที่สำคัญกว่า

Data Silo ไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยี แต่เริ่มจากวิธีคิดของระบบ

ในเชิงเทคนิค CRM และ BPM ถูกออกแบบมาด้วย Mental Model คนละแบบตั้งแต่ต้น CRM เป็นระบบที่คิดแบบ Entity-centric โดยมี “ลูกค้า” เป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง ข้อมูลถูกจัดเรียงเพื่ออธิบายว่าลูกค้าคือใคร เคยทำอะไร มีมูลค่าแค่ไหน และมีแนวโน้มจะทำอะไรต่อไป ในขณะที่ BPM เป็นระบบที่คิดแบบ Process-centric โดยมี “ขั้นตอน” เป็นแกนกลางของการออกแบบ ทุก Event ถูกสร้างขึ้นเพื่อควบคุมความเร็ว ความถูกต้อง และ SLA ของกระบวนการ

เมื่อข้อมูลลูกค้าและข้อมูลกระบวนการถูกจัดเก็บตามตรรกะที่ต่างกัน แม้จะเชื่อมระบบเข้าหากันได้ในเชิง API แต่ความหมายของข้อมูลกลับไม่เคยถูกรวมกันอย่างแท้จริง สิ่งที่องค์กรได้คือ “ข้อมูลที่ไหลได้” แต่ไม่ใช่ “ข้อมูลที่เล่าเรื่องได้”

เมื่อ CRM ไม่เห็น Process และ Process ไม่เห็น Customer สิ่งที่หายไปคือ Context

ในระบบที่ CRM และ Process Automation แยกจากกัน การตัดสินใจขององค์กรจะอิงข้อมูลเพียงครึ่งเดียว CRM อาจเห็นสัญญาณว่าลูกค้าบางกลุ่มมี Engagement ลดลง หรือมีความเสี่ยงจะเลิกใช้บริการ แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเกิดจากขั้นตอนใดในกระบวนการ ขณะที่ BPM อาจรายงานว่า Process ทำงานได้ตาม SLA ทุกขั้นตอน แต่ไม่สามารถบอกได้เลยว่ากระบวนการที่ “สำเร็จ” นั้น ส่งผลต่อประสบการณ์ของลูกค้าอย่างไร

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากข้อมูลไม่ครบ แต่เกิดจากการที่ข้อมูลแต่ละชุด “ขาดบริบทของกันและกัน” และเมื่อไม่มี Context การวิเคราะห์ใด ๆ ก็จะกลายเป็นเพียงการมองข้อมูลแบบแยกส่วน

Event จำนวนมากกำลังถูกทิ้งให้เป็นแค่ Log ทั้งที่ควรเป็น Insight

ในแต่ละวัน ระบบ Process Automation ภายในองค์กรสร้างเหตุการณ์จำนวนมาก ตั้งแต่การเปิด Ticket การมอบหมายงาน การเกิดความล่าช้า การ Escalate ปัญหา ไปจนถึงการปิดเคส เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนการทำงานของกระบวนการภายในได้อย่างละเอียด แต่ในทางปฏิบัติ ข้อมูลเหล่านี้มักถูกจัดเก็บไว้ในรูปแบบของ Log เพื่อใช้ตรวจสอบย้อนหลังหรือแก้ไขปัญหาเชิงระบบเท่านั้น ไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ของลูกค้าอย่างแท้จริง

แม้เหตุการณ์แต่ละรายการจะดูเป็นเพียงขั้นตอนการทำงานภายใน แต่เมื่อมองจากมุมของลูกค้า เหตุการณ์เหล่านี้คือสิ่งที่กำหนดความรู้สึก ความพึงพอใจ และระดับความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อองค์กร การล่าช้าเพียงเล็กน้อยอาจไม่ส่งผลมากนัก แต่หากเกิดซ้ำหลายครั้ง หรือเกิดกับลูกค้าที่มีมูลค่าสูง เหตุการณ์เหล่านั้นย่อมสะสมเป็นประสบการณ์เชิงลบโดยที่องค์กรอาจไม่ทันสังเกต

สาเหตุสำคัญของปัญหานี้อยู่ที่โครงสร้างของระบบข้อมูล CRM และระบบ Process Automation ถูกออกแบบให้ทำงานแยกจากกัน CRM สามารถบอกได้ว่าเหตุการณ์เกิดกับลูกค้าคนใด ขณะที่ระบบ BPM สามารถอธิบายได้ว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอย่างไรและอยู่ในขั้นตอนใดของกระบวนการ แต่ไม่มีระบบใดเชื่อมโยงข้อมูลทั้งสองด้านเข้าด้วยกัน เพื่ออธิบายว่าเหตุการณ์นั้นมีความหมายอย่างไรต่อความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างลูกค้ากับองค์กร

เมื่อไม่มีชั้นเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์ของกระบวนการทำงานกับลำดับประสบการณ์ของลูกค้า องค์กรจึงเห็นข้อมูลเป็นเพียงส่วนย่อย ไม่สามารถมองเห็นภาพรวมของ Customer Journey ได้อย่างครบถ้วน เหตุการณ์สำคัญที่ควรเป็นสัญญาณเตือนหรือโอกาสในการดูแลลูกค้าเชิงรุก จึงถูกกลบอยู่ในข้อมูลเชิงเทคนิคโดยไม่ถูกนำมาใช้เชิงกลยุทธ์

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากการขาดข้อมูล แต่เกิดจากการที่องค์กรยังไม่สามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์ภายในให้กลายเป็นความหมายเชิงประสบการณ์ของลูกค้าได้อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้องค์กรจำนวนมากพลาดโอกาสในการรักษาความสัมพันธ์และสร้างมูลค่าในระยะยาวจากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว

Automation ที่ขาดบริบทลูกค้า อาจทำให้องค์กรทำงานเร็วขึ้น แต่ตัดสินใจผิดมากขึ้น

หลายองค์กรพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการเพิ่ม Automation เพิ่ม Workflow และเพิ่ม Rule เพื่อให้ระบบทำงานได้เร็วขึ้น แต่กลับพบว่าประสบการณ์ของลูกค้าไม่ได้ดีขึ้นตาม Automation ที่เพิ่มขึ้น เหตุผลสำคัญคือ Automation เหล่านั้นทำงานอยู่บน Operational Logic ล้วน ๆ โดยไม่ได้เชื่อมกับ Behavioral หรือ Contextual Data ของลูกค้า

เมื่อ Process ตัดสินใจจากเงื่อนไขภายในระบบ โดยไม่รู้ว่ากำลังให้บริการใคร Automation จะกลายเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพภายใน แต่ไม่เคยสร้างคุณค่าให้กับประสบการณ์ภายนอก

CRM ไม่ควรเป็นแค่ที่เก็บข้อมูลลูกค้า แต่ต้องเป็นบริบทที่กำหนดทิศทางของกระบวนการทำงาน

องค์กรที่เริ่มแก้ปัญหา Data Silo ได้จริง ไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนเครื่องมือ แต่เริ่มจากการเปลี่ยนบทบาทของ CRM จาก “ที่เก็บข้อมูล” ไปเป็น “ระบบบริหารบริบทของลูกค้า” CRM ในบทบาทนี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่บันทึกข้อมูลย้อนหลัง แต่ต้องสามารถส่ง Context ไปให้ Process Automation ใช้ในการตัดสินใจแบบ Real-time

ในทางปฏิบัติ นี่หมายถึง

  • ทุก Process Event ต้องผูกกับ Customer Identity อย่างชัดเจน
  • ทุก Workflow ต้องสามารถอ้างอิง Customer Context ได้ขณะทำงาน
  • การตัดสินใจใน Process ต้องเปลี่ยนได้ตามสถานะ ความสำคัญ และประวัติของลูกค้า

แนวคิดนี้ถูกเรียกว่า Context-aware Process Automation ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบ CRM และ Engagement สมัยใหม่

จากการเชื่อมระบบ ไปสู่การเชื่อมการตัดสินใจ

การรวม CRM และ Process Automation ที่แท้จริงต้องพัฒนาเป็นลำดับ ไม่ใช่กระโดดข้ามขั้น องค์กรส่วนใหญ่มักหยุดอยู่แค่การเชื่อมระบบในเชิงเทคนิค แต่คุณค่าที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อข้อมูลและการตัดสินใจถูกเชื่อมเข้าด้วยกัน

การพัฒนาโดยทั่วไปจะไล่จาก

  • System Integration: ระบบคุยกันได้
  • Data Integration: ข้อมูลมีโครงสร้างเดียวกัน
  • Decision Integration: Process ปรับตัวตาม Customer Context

หากองค์กรยังไม่ถึงขั้นที่สาม Data จะยังไม่สามารถสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ คำถามถัดไปไม่ใช่ “จะใช้ระบบอะไร”

แต่คือ

  • Customer Context ขององค์กรถูกสร้างและบริหารที่ไหน
  • Process Event ใดบ้างที่ควรถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงประสบการณ์
  • การตัดสินใจใดใน Workflow ควรถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลลูกค้า ไม่ใช่แค่ Rule

หากองค์กรยังตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ การลงทุนใน CRM หรือ Automation เพิ่ม จะยิ่งทำให้ Data Silo ฝังลึกลงไปในโครงสร้างระบบมากขึ้น

How we can help

Fill out the form below to discuss your needs or learn more about our services

"*" indicates required fields

This field is for validation purposes and should be left unchanged.
Name*
Please let us know what's on your mind. Have a question for us? Ask away.