ติดตั้ง Event Tracking บนเว็บไซต์ง่ายๆ ด้วยตนเองผ่าน Google Tag Manager (ตอนที่ 2 : Scroll Depth & Element Visibility)

จากบทความในตอนที่ 1 เราได้อธิบายการทำ Click Tracking เพื่อ Track เวลาผู้ใช้กดปุ่มต่างๆบนเว็บไซต์ของเรา รวมถึงได้อธิบายวิธีการ Test เบื้องต้นกันไปแล้ว ในบทความนี้จะมาวิธีการตั้งค่า Event Tracking อีก 2 วิธีที่เหลือ ได้แก่ Scrolling Depth Tracking และ Element Visibility รายละเอียดจะเป็นยังไงนั้น ไปดูกันเลยค่ะ

1. Scroll Depth Tracking

Scroll Depth Event ใช้เพื่อดูว่าหลังจากที่ผู้ใช้เข้ามาที่เว็บไซต์เราแล้ว เขาได้เลื่อนลงไปอ่านเนื้อหา จนถึงจุดไหนบนเว็บไซต์ หรือว่าอ่านจนสุดหรือเปล่า ถึงแม้ผู้ใช้จะเข้ามาแค่หน้าเดียว แล้วออกไปก็ยังสามารถเก็บข้อมูลส่วนนี้ได้ นอกจากนั้นยังสามารถดูข้อมูลได้ทุกๆหน้าบนเว็บไซต์อีกด้วย

ต่อไปนี้จะเป็นวิธีตั้งค่า Scroll Depth Tracking โดยใช้ Built-In Variable บน GTM ค่ะ

  1. ขั้นตอนแรกต้องไป Enable Built-In Variable ก่อน โดยเลือก ‘Variables’ จากนั้นคลิกที่ ‘Configure’ จากนั้นให้เลื่อนลงไปหาตรงส่วน Scrolling แล้วติ๊ก Enable ที่ ‘Scroll Depth Threshold’

enable Scroll Depth Threshold on GTM configure Built-in variables

  1. สร้าง Tag ใหม่ขึ้นมา โดยกดที่ ‘Tags’ และคลิก ‘New’ เพื่อสร้าง Tag ใหม่ และตั้งค่าตามในภาพเลยค่ะ ซึ่งขออธิบายรายละเอียดส่วนที่สำคัญเพิ่มเติม ดังนี้

  • ส่วนแรกที่อยากจะเน้น คือ  ‘Action’ จะใช้ตัวแปร {{Scroll Depth Threshold}} เพื่อดูว่าผู้ใช้ Scroll ไปกี่ % จากความยาวทั้งหมดของหน้านั้นๆ ซึ่งในที่นี้เราจะตั้งเป็น 25, 50, 75 และ 100% 
  • ต่อมา ‘Label’ เราจะเก็บเป็น {{Page Path}} เพื่อที่เวลาเราดู Event Report ใน GA ก็จะสามารถดูได้ง่ายๆเช่น Scroll Depth 100% มีหน้าไหนบ้าง และ Event เป็นจำนวนเท่าไร
  • ส่วนสุดท้ายที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือ ‘Non-Interaction Hit’ หมายถึงว่า เวลา Tag นี้ถูก Fired จะนับว่าเป็น Action มั้ย ซึ่งจะกระทบถึง ตัวเลข Bounce Rate ใน GA Report นั่นเอง ซึ่งสำหรับ Scroll Depth เราจะตั้งเป็น ‘True’ (ไม่นับ Event นี้เป็น Interaction) เนื่องจาก Tag นี้ทำงานในทุกๆ หน้าบนเว็บ ถ้าเราตั้งเป็น False ก็จะทำให้ Bounce Rate ลดลงจนผิดปกติ

Tags setting for scroll depth tracking on Google Tag Manager

  1. จากนั้นให้ กดเลือก Triggering จากนั้นให้เลือก Trigger Type เป็น ‘Scroll Depth’ จากนั้นติ๊กเลือก ‘Vertical Scroll Depth’ และใส่ Percentages ลงไป ตัวเลขก็ตามที่วางไว้ ได้แก่ 25, 50 ,75 และ 100 

Trigger setting for scroll depth tracking on Google Tag Manager

ซึ่งหลังจากที่เราเก็บข้อมูลส่วนนี้ เราก็จะสามารถวิเคราะห์ถึงคุณภาพของเนื้อหาของหน้านั้นๆ ได้ เช่น หน้าที่ Scroll Depth ส่วนใหญ่เป็น 75% หรือ 100% แสดงว่าเนื้อหาอาจจะมีความน่าสนใจ ทำให้ผู้ใช้เลื่อนลงไปอ่านเนื้อหาด้านล่างจนสุด ในทางตรงกลับกันหากหน้าไหน ที่ Scroll Depth ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 25 – 50% แสดงว่าเราอาจจะต้องปรับเนื้อหาให้มีความน่าสนใจ หรือตรงกับกลุ่มเป้าหมายของเรามากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม การดูแค่ Scroll Depth อย่างเดียว อาจจะตอบคำถามไม่ได้ทั้งหมด เพราะอาจจะมีกรณีที่ผู้ใช้ Scroll ไปจนถึง 100% แต่ไม่ได้อ่านเนื้อหาสักนิดเลยก็เป็นได้ เพียงแค่เปิดผ่านๆไปเท่านั้น ดังนั้น ในกรณีนี้อาจจะต้องดู Avg. Time On Page ควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้การวัดผลมีประสิทธิภาพมากที่สุด

2. Element Visibility

Element Visibility จะมีวัตถุประสงค์คล้ายกับ Scroll Depth ก็คือใช้ดูว่าผู้ใช้มีการเลื่อนไปอ่านจนถึงส่วนที่เราตั้ง Trigger ไว้หรือยัง แต่ในกรณีนี้เราจะสามารถระบุส่วนที่ต้องการให้ Tags ทำงานได้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยการระบุ Element ที่ต้องการใน Triggers ซึ่ง Scroll Depth ก็มีข้อดี คือสามารถตั้งให้มันทำงานได้ทุกหน้าโดยตั้ง Trigger เป็น Pageview เป็น ในทางกลับกัน Element Visibility ถ้าอยากให้ Tags ทำงานในทุกๆหน้า ก็ต้องมี Element ที่เราจะตั้งให้เป็น Trigger ปรากฏในทุกๆหน้านั่นเองค่ะ 

ตัวอย่าง เราอยากจะดูว่ามีผู้ที่เลื่อนไปอ่านเนื้อหาในหน้านั้นๆ จนถึงล่างสุดหรือไม่ ซึ่งในที่นี้เราจะกำหนดว่าให้เขาอ่านมาจนถึงส่วนแนะนำบทความถัดไป

Example for element visibility on blog page predictive.co.th website

มาดูขั้นตอนการตั้งค่าใน GTM กันเลยค่ะ

  1. สร้าง Tag ใหม่ขึ้นมา โดยตั้งค่าตามภาพเลยค่ะ โดยใน Label เราจะเลือกให้เก็บค่า {{Page URL}} เพื่อดูว่า URL ไหนที่คนอ่านจบบ้าง เป็นจำนวนเท่าไร

Tags setting for element visibility tracking on Google Tag Manager

  1. เลือก Triggers ให้เลือก Trigger Type เป็น Element Visibility ซึ่งจะอยู่ใน Section User Engagement เหมือนกับ Scroll Depth โดยจะอธิบายการตั้งค่าส่วนหลักๆ ได้แก่ 

  • ‘Selection Method’ ซึ่งจะให้เลือกแค่ 2 options คือ ID กับ CSS Selector ในส่วนนี้สามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมเลยค่ะ แต่เนื่องจาก Element ในส่วนแนะนำบทความถัดไป ของเว็บไซต์ Predictive ไม่ได้มีกำหนด ID ไว้ จึงใช้เป็น CSS Selector แทนค่า ในที่นี้จะเป็นชื่อ Class ของส่วนแนะนำบทความนั่นเอง
  • นอกจากนั้นยังสามารถตั้งค่า ‘Minimum Percent Visible’ ซึ่งหมายว่า ผู้ใช้ต้องเห็น Element นี้กี่ % Trigger นี้ถึงจะทำงาน
  • หรือจากที่เคยกล่าวไปว่า บางครั้งเราไม่สามารถวัดผลได้ครบถ้วน จากการที่ผู้ใช้เลื่อนไปอ่านจนสุดเพียงอย่างเดียว อาจจะต้องดูเวลาที่ผู้ใช้อยู่บนหน้านั้นๆ ด้วย ซึ่งในที่นี้เราสามารถตั้งค่า ‘Set minimum on-screen duration’ ใน Trigger นี้ได้เลย จากนั้นก็สามารถนำ Event นี้ไปตั้งเป็น Goal ใน GA แต่ถ้าเป็น Scroll Depth จะไม่มีให้ตั้งในส่วนนี้ เราจะต้องไปวิเคราะห์ เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลใน GA Report อีกที

Trigger setting for element visibility tracking on Google Tag Manager

ซึ่งนอกจาก Event ที่ยกตัวอย่างไปข้างต้น เรายังสามารถ Tracking Event อื่นได้อีกมากมายเลยค่ะ เช่น Video Tracking เพื่อดูว่าผู้ใช้ดู Video นั้นๆจนจบหรือไม่, ดูไปความยาวเท่าไร แล้วกด Pause เราก็จะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเนื้อหาบน Video มีความน่าสนใจ หรือตรงกับความต้องการหรือไม่ นอกจากนั้นสำหรับเว็บไซต์ท่านใดที่มีให้กรอกแบบฟอร์ม เราก็สามารถ Track Form Abandonment เพื่อดูผู้ใช้กรอกข้อมูลถึงช่องไหนก่อนจะทำการ Drop-off ไป ซึ่งเราสามารถนำข้อมูลส่วนนี้ มาปรับปรุงแบบฟอร์มให้ดีขึ้น เช่น ฟอร์มอาจจะยาวเกินไป หรือว่าคำอธิบายไม่ชัดเจน

จบไปแล้วค่ะ สำหรับการตั้งค่า Event Tracking บน Google Tag Manager ทั้ง 3 วิธี ซึ่งข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้นถือเป็น First Party Data  ทำให้ข้อมูลที่ได้มีคุณภาพ ตอบโจทย์ขององค์กร และสามารถนำไปใช้งานต่อได้อีกมากมาย อาทิ การตั้ง Goal ของเว็บไซต์เพื่อวัดผลคุณภาพคอนเทนท์ หรือการสร้าง Segment ที่กดปุ่มที่เราตั้งค่า แต่ยังไม่เกิด Conversion เพื่อ Export นำมาสร้าง Audience เพื่อไป Remarketing ต่อได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังสามารถสร้าง Funnel analysis ที่สามารถใช้ในการวิเคราะห์ขั้นตอนที่สำคัญๆ ของ User Journey โดยการดูจำนวนของผู้ใช้ที่ Completed Goal หรือคนที่ Drop off ไปในแต่ละขั้นตอน กล่าวโดยสรุปคือ เราสามารถระบุพฤติกรรมของผู้ใช้ได้ละเอียดมากขึ้น จากเดิมที่สามารถทำได้แค่ในระดับ Page นั่นเองค่ะ

อย่างไรก็ตาม หากท่านใดยังมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้เลยค่ะ หรือหากต้องการคำปรึกษา เพื่อวางแผนการเก็บข้อมูลบนเว็บไซต์ จนไปถึงการนำข้อมูลไปใช้ เพื่อให้ตอบโจทย์ Business Objective ทาง Predictive มีทีมงานที่พร้อมให้คำปรึกษา และ support ทุกๆท่านนะคะ โดยสามารถกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มนี้ หรือติดต่อมาทาง Email [email protected] ได้เลยค่ะ ขอบคุณค่า

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *