รู้จัก Event Tracking พร้อมติดตามผู้ใช้งานระดับพฤติกรรม

ทุกเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันย่อมมีเป้าหมาย ก่อนที่ผู้ใช้งานจะไปถึงเป้าหมาย ย่อมมีพฤติกรรมจำเพาะบางอย่างแฝงอยู่ภายใน

Event tracking จะเป็นตัวกางแผนพฤติกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมดออกมาให้เราดู และนั่นคือสิ่งที่เราจะมาทำความรู้จักกันในวันนี้ครับ

ทำไมต้องทำ Event Tracking

หากเราเป็นเจ้าของเว็บไซต์ขายเสื้อผ้าสักเว็บหนึ่ง เป้าหมายปลายทางของเราก็คงจะหนีไม่พ้นการที่อยากให้คนมาซื้อเสื้อผ้าเราเยอะๆถูกไหมครับ
ณ ตอนนี้หากคุณใช้ Google Analytics คุณก็จะมีข้อมูลว่า

  • ผู้ใช้เป็นใคร
  • ผู้ใช้เข้ามายังไง
  • มาที่หน้าไหนเป็นหน้าแรก
  • ไปใช้งานหน้าไหนต่อบ้าง
  • ซื้อเสื้อของเราไปกี่ตัว สีอะไร ไซส์อะไร
  • ฯลฯ

ซึ่งถามว่าพอไหม.. ไม่พอครับ

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า

  • ยอดขายที่ได้คือยอดขายที่ควรจะเป็น
  • ผู้ใช้ประสบปัญหาในการใช้งานเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันหรือเปล่า
  • ผู้ใช้งานสนใจปุ่มหรือ section ต่างๆของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของมากแค่ไหน
  • ก่อนจะซื้อเสื้อของเรา ผู้ใช้งานมีพฤติกรรมอย่างไร
  • ผู้ใช้งานเข้ามาในส่วนที่เราต้องการให้เห็นมากแค่ไหน

ซึ่งนี่เป็นแค่คำถามเบื้องต้นที่สามารถตอบได้เท่านั้น และนี่แหละครับคือความสำคัญของ event tracking

Event tracking in Google Analytics

จริงๆแล้ว Event Tracking คืออะไร

Event tracking เป็นหนึ่งใน feature ของ Google Analytics ที่ทำให้เราสามารถบันทึกกิจกรรมใดๆก็ตามของผู้ใช้งานที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของเรา ด้วย event tracking เราสามารถบันทึกกิจกรรมเหล่านี้ได้

  • กดปุ่มสมัครรับ e-mail
  • ดาวน์โหลด PDF
  • คลิกลิงค์ไปนอกเว็บไซต์
  • คลิก filter ในส่วนค้นหา
  • เข้าเมนูไหนมากเป็นพิเศษ

  • ดูวีดิโอจนจบ
  • กรอกฟอร์มลงทะเบียน
  • คลิกปุ่มโทรติดต่อ
  • เลื่อนมาถึงส่วนไหนในหน้าเพจ
  • แชร์เนื้อหาของเรา

จะเห็นได้ว่ากิจกรรมเกือบที่หมดที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ของเรา Google Analytics สามารถดักจับไว้ได้เกือบหมด เพราะฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของเราแล้วล่ะครับ ว่าอยากเก็บอะไรไว้บ้าง

โครงสร้างของ Event Tracking ใน Google Analytics

มาถึงตรงนี้ เรารู้จัก event tracking กันมากขึ้นแล้ว ทีนี้เรามาเข้าใกล้การวางแผนตั้งชื่อกันให้มากขึ้นกันครับ

Event ใน Google Analytics จะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนดังนี้

Dimension/Metricชนิดตัวแปรรายละเอียด
Event CategoryStringsection ของจุดที่เกิดกิจกรรมนั้นๆขึ้น เช่น header, footer
Event ActionStringชนิดของกิจกรรม เช่น click, view, download
Event LabelStringชื่อปุ่ม / ไฟล์ / วีดิโอ / filter ที่เกิดกิจกรรมนั้นๆ เช่น Contact Us, Blog
Event ValueIntegerค่าของกิจกรรมนั้นๆ อาจตีค่าเป็นเงิน หรือตัวเลขใดๆก็ได้

หลังจากเรารู้ว่าแต่ละอันคืออะไรแล้ว แต่เชื่อว่าหลายๆคนอาจจะยังงงอยู่ว่ามันใช้ร่วมกันยังไง

ในเชิงของการเก็บข้อมูลนั้น Event Category, Event Action, Event Label, และ Event Value ถูกเก็บแยกจากกัน

แต่ตอนดู report เราจะต้องดูพร้อมกัน และในท้ายที่สุดเราควรที่จะต้องตั้งชื่อให้สอดคล้องกันเพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์ data ได้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

หลักการตั้งชื่อ Event

เนื่องจากชื่อทุก event จะถูกส่งเข้าไปเก็บรวมกันใน Google Analytics เพราะฉะนั้นหากเราไม่วางแผนตั้งชื่อดีๆ สุดท้ายแล้วอาจทำให้เราอ่าน report ไม่รู้เรื่องได้ในท้ายที่สุด

หลักการตั้งชื่ออย่างง่ายคือ

ถ้าดูชื่อที่ตั้งไว้ใน report Event category, Event Action, และ Event Label แล้วต้องรู้ว่าปุ่มนั้นๆอยู่ที่ไหนในหน้าเว็บไซต์

หากมองวิธีตั้งชื่อให้เป็นภาพ จะออกมาเป็นเหมือนภาพข้างล่างนี้ครับ
***ย้ำอีกครั้งว่าภาพข้างล่างไม่ใช่วิธีการเก็บข้อมูลใน BigQuery เป็นเพียงภาพที่ใช้ในการตั้งชื่อ Event เท่านั้น

Event naming convension

ตัวอย่างการตั้งชื่อ Event

สมมติว่าผมจะตั้งชื่อให้ปุ่ม Our Services ตรงส่วน header ของเว็บไซต์

Predictive website

ถ้าอิงจากหลักการข้างบนชื่อที่ได้จะเป็น

DimensionNameDescription
Event categoryheaderเป็น section header ในหน้าเว็บไซต์
Event actionclickการกระทำที่เกิดขึ้นคือ click
Event labelour_servicesปุ่มที่ถูก click คือ Our Services

จะเห็นได้ว่าถ้าดูชื่อโดยที่ไม่ดูภาพ เราก็ยังรู้ได้อยู่ดีว่าปุ่มนี้คือส่วนไหนในหน้าเว็บไซต์

การนำ Event Tracking ไปใช้งานจริง

หลังจากเรารู้ว่า Event tracking คืออะไรไปจนถึงการตั้งชื่อแล้ว ต่อไปคือส่วนที่สำคัญที่สุด นั่นคือ การเอาไปใช้งานจริง

ดูว่าแบบฟอร์มเรามีปัญหาตรงไหน

Predictive lead form

หากเราไม่ได้ track event เอาไว้เราก็จะรู้ว่าจำนวนคนที่มากรอกแบบฟอร์มเรามีจำนวนเท่าไหร่ เพียงแค่นั้น

แต่ถ้าเรา track event ในฟอร์มของเรา เราจะสามารถรู้ได้ว่าผู้ใช้งานกรอกมาถึงช่องไหนแล้วเลิกกรอกไป หรือโดยภาพรวมแล้วผู้ใช้งานติดปัญหาที่ช่องไหนเป็นพิเศษ เราก็สามารถปรับปรุงฟอร์มเราให้ดีขึ้นได้ อย่างเช่น ถ้าเพิ่มช่องเก็บข้อมูลที่อยู่เข้าไปจะทำให้มีคนกรอกน้อยลงหรือเปล่า หรือถ้าลบบางช่องออกไปจะทำให้มีคนกรอกเพิ่มขึ้นหรือไม่

มีปุ่มเดียวกันหลายที่ จะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ใช้กดตรงไหน

จากหน้าแรกของเว็บ Predictive จะเห็นว่ามีปุ่ม Contact อยู่สองที่คือด้านบนและด้านล่าง

การ track event จะทำให้เรารู้ได้ว่าปุ่มไหนมีคนคลิกมากกว่ากัน ซึ่งถ้าหากเป็นข้างล่าง เราอาจจะนำข้อความหรือปุ่มอะไรที่น่าสนใจไปวางไว้แถวนั้นเพิ่มเติมได้ หรืออย่างน้อยที่สุดเราจะรู้ได้ว่าผู้ใช้มีความสนใจเนื้อหาในหน้าแรกของเราประมาณนึง จนทำให้เขาไล่มาถึงส่วนสุดของหน้าเพจได้

ขั้นตอนต่อไป…

ตอนนี้เชื่อว่าผู้อ่านทุกคนน่าจะเข้าใจภาพรวมของ Event tracking มากขึ้นแล้วใช่มั้ยครับ ถ้าผู้อ่านคนไหนเป็นเจ้าของเว็บไซต์/แอปพลิเคชัน รอติดตามชมตอนต่อไปได้เลยครับ ในบทความต่อไปเราจะมาเล่าถึงวิธี setup event tracking ใน Google Analytics กัน หรือหากสนใจอยากให้ทาง Predictive ช่วยวางแผนการเก็บข้อมูลเพื่อไปต่อยอดต่อทางธุรกิจสามารถติดต่อได้ที่ Contact Form

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *