Keyword คือ

Keyword คืออะไร? รวมวิธีหา Keyword (Keyword Research) และเครื่องมือแนะนำสำหรับธุรกิจ

ก่อนเริ่มทำ SEO หรือวางแผนคอนเทนต์ใดๆ คำถามแรกที่ธุรกิจมักเจอคือ Keyword คืออะไร และควรเลือกใช้ Keyword คำไหนดี เพราะ Keyword คือจุดเชื่อมระหว่างสิ่งที่ลูกค้ากำลังค้นหาบน Google กับหน้าเว็บไซต์ของเรา ต่อให้เขียนคอนเทนต์ดีแค่ไหน แต่ถ้าเลือก Keyword ผิด ก็อาจไม่มีคนเจอเว็บไซต์เราอยู่ดี

บทความนี้ Predictive จะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่ Keyword คืออะไร ความสำคัญของ Keyword ประเภทของ Keyword ลักษณะของ Keyword ที่ดี ไปจนถึงวิธีหา Keyword (Keyword Research) แบบเป็นขั้นตอน พร้อมแนะนำเครื่องมือหา Keyword ที่ได้รับความนิยม เพื่อให้นำไปวางแผน SEO ได้จริง

Keyword คืออะไร 

Keyword คือคำหรือวลีที่คนพิมพ์ค้นหาบน Search Engine อย่าง Google เพื่อหาคำตอบ สินค้า บริการ หรือวิธีทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่อหน้าเว็บไซต์มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ Keyword คำนั้นๆ Google ก็มีโอกาสดึงหน้าเว็บไซต์นั้นไปแสดงผลในหน้าผลการค้นหา หรือ Search Engine Result Pages (SERP)

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น Keyword คือสะพานเชื่อมระหว่าง “สิ่งที่ลูกค้ากำลังมองหา” กับ “สิ่งที่ธุรกิจมีอยู่บนเว็บไซต์” ธุรกิจที่เข้าใจพฤติกรรมการค้นหาของลูกค้า และวางกลยุทธ์ Keyword หรือ SEO Keyword Strategy ได้ดี จะมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ และดึง Quality Traffic เข้าเว็บไซต์ได้มากขึ้นในระยะยาว

อ่านเพิ่มเติม: 10 องค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณมีโอกาสติดหน้าแรกใน Google

ความสำคัญของ Keyword

การเลือก Keyword ไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องอันดับบน Google เท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของ Traffic ที่เข้าเว็บไซต์ด้วย

  • ช่วยให้เว็บไซต์ถูกค้นเจอโดยกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ ไม่ใช่แค่คนทั่วไปที่บังเอิญผ่านมาเจอ
  • ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจ User’s Intent หรือจุดประสงค์ที่แท้จริงเบื้องหลังการค้นหาแต่ละครั้ง
  • เป็นข้อมูลตั้งต้นในการวางแผนคอนเทนต์และโครงสร้างเว็บไซต์ให้ตอบโจทย์ลูกค้า
  • ส่งผลต่อ Conversion Rate เพราะ Keyword ที่ตรง Intent มักนำผู้ใช้ที่มีแนวโน้มสนใจสินค้า/บริการจริงเข้ามา

ธุรกิจที่มองข้ามขั้นตอนนี้ มักเจอปัญหาคือมี Traffic เข้าเว็บไซต์ แต่ไม่เปลี่ยนเป็นลูกค้า เพราะ Keyword ที่ใช้ไม่ตรงกับสิ่งที่หน้าเว็บไซต์นั้นนำเสนอจริง

Keyword มีกี่ประเภท

Keyword ในการทำ SEO แบ่งออกได้หลายประเภทตามลักษณะการใช้งาน การรู้จักแต่ละประเภทจะช่วยให้เลือกใช้ Keyword ได้ตรงกับเป้าหมายของแต่ละหน้าเว็บไซต์มากขึ้น

6 ประเภทของ Keyword ที่ควรรู้จัก

1.Short-Tailed Keyword

เป็นคำกว้างๆ ไม่เจาะจง มักมีปริมาณการค้นหา (Search Volume) สูง มีคู่แข่งเยอะ ทำให้ติดอันดับดีๆ ได้ยาก มักประกอบด้วย 1-2 คำ เช่น รองเท้า รถยนต์ โทรศัพท์ นิยมใช้เป็น Keyword ตั้งต้นเพื่อวางแผน Keyword อื่นๆ ต่อ

2.Long-Tailed Keyword

เป็นคำที่เจาะจงมากขึ้น มีปริมาณการค้นหาน้อยกว่า คู่แข่งน้อยกว่า ทำให้ติดอันดับง่ายขึ้น และคนที่ค้นหาด้วยคำนี้มักมี User’s Intent ที่ชัดเจน ทำให้มี Conversion Rate สูงกว่า มักประกอบด้วยคำตั้งแต่ 3 คำขึ้นไป เช่น รถเบนซ์มือสองราคาถูก, สถานที่ขายโทรศัพท์มือสอง

3.Branded Keyword

เป็นคำที่มีชื่อแบรนด์หรือชื่อธุรกิจอยู่ในนั้น เช่น Predictive, บริษัทที่ปรึกษา Predictive

4.Non-Branded Keyword

เป็นคำที่ไม่มีชื่อแบรนด์อยู่ในนั้น เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ SEO

5.Geographical Keyword

เป็นคำที่มีตำแหน่งที่อยู่ประกอบอยู่ด้วย มีประโยชน์มากสำหรับธุรกิจที่เน้นขายในพื้นที่ (Local Business) เช่น บริษัทที่ปรึกษา กรุงเทพ ซึ่งผลการค้นหามักปรากฏในรูปแบบ Google Business Profile

6.Seasonal Keyword

เป็นคำที่มีคนค้นหาสูงในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเป็นพิเศษ เช่น ของตกแต่งวันคริสต์มาส

ลักษณะของ Keyword ที่ดี ควรเป็นอย่างไร

เมื่อรู้จักประเภทของ Keyword แล้ว คำถามต่อมาคือแล้ว Keyword แบบไหนถึงเรียกว่า “ดี” สำหรับธุรกิจ ซึ่งมีปัจจัยหลักที่ควรพิจารณาอยู่ 3 ข้อด้วยกัน

3 ปัจจัยหลักที่ใช้เลือก Keyword ที่ดี

ปัจจัยการเลือก Keyword ที่ดีในการทำ SEO ประกอบด้วย Relevance , Authority , Search Volume

1) Keyword มีความเชื่อมโยง (Relevance)

Keyword ที่ดีต้องมีความเกี่ยวข้องกับ Content และ Content นั้นต้องเกี่ยวข้องกับ User’s Intent โดยปกติแล้วคนเข้า Google ด้วยหลายเหตุผล เช่น หาความรู้เพิ่มเติม หารีวิว หรือต้องการซื้อสินค้า ซึ่งนั่นคือนิยามของ User’s Intent ทาง Google มี Algorithm ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังเพื่อแสดงผลลัพธ์ที่ตรงกับ Intent และเป็นประโยชน์กับผู้ใช้งานมากที่สุด

ตัวอย่างเช่น Keyword “วิธีเลือกซื้อเครื่องสำอางสำหรับผิวแพ้ง่าย” ผลการค้นหาจะเป็นบทความหรือวิดีโอให้ความรู้ ในขณะที่ Keyword “ซื้อเครื่องสำอาง แบรนด์ XYZ รุ่น 123” ผลการค้นหาจะเป็นช่องทางขายสินค้านั้นโดยตรง ดังนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดคือธุรกิจต้องเข้าใจ Page Objective ของแต่ละหน้าเว็บไซต์ตัวเอง แล้วจึงหา Keyword ที่สอดคล้องกับหน้านั้น

2) Keyword เชื่อมโยงกับคอนเทนต์ที่น่าเชื่อถือ (Authority)

สิ่งที่ Google ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ คือคอนเทนต์ที่จะแสดงในผลการค้นหาต้องเป็นคอนเทนต์ที่ดี และมอบคุณค่าให้กับผู้เข้าชมได้จริง แบรนด์จึงต้องมั่นใจว่าคอนเทนต์บนเว็บไซต์ไม่ได้คัดลอกมาจากที่อื่น และช่วยแก้ปัญหาหรือให้มุมมองใหม่ๆ กับผู้อ่านได้

3) Keyword มีปริมาณการค้นหาที่เหมาะสม (Search Volume)

ก่อนเลือกใช้ Keyword ใดๆ ควรตรวจสอบก่อนว่าในแต่ละเดือนมีการค้นหาคำนั้นบน Google ในปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยตรวจสอบ Search Volume ได้จากเครื่องมือหา Keyword เช่น Google Keyword Planner และเครื่องมืออื่นๆ ที่จะแนะนำในหัวข้อถัดไป

วิธีค้นหา Keyword (Keyword Research)

เมื่อเข้าใจแล้วว่า Keyword ที่ดีต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ขั้นตอนต่อไปคือการลงมือทำ Keyword Research จริง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนดังนี้

1. กำหนด Page Objective ของแต่ละหน้า

ก่อนวางแผน Keyword ต้องรู้ก่อนว่าแต่ละหน้าเว็บไซต์มีเป้าหมายอะไร เช่น ให้ความรู้ผ่านบทความ หรือขายสินค้าโดยตรง เพราะ Keyword ที่เหมาะสมของแต่ละหน้าจะแตกต่างกันตามเป้าหมายนี้

2. ลิสต์ Seed Keyword เบื้องต้น

รวบรวมคำที่เกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ หรือหัวข้อของหน้านั้นๆ ให้ได้มากที่สุดก่อน เช่น หากเป็นหน้าขายแว่นตา อาจเริ่มจากคำว่า แว่นตา, เลือกซื้อแว่นตา

3. ขยาย Keyword ด้วยเครื่องมือ Keyword Research

นำ Seed Keyword ไปขยายผลด้วยเครื่องมือค้นหา Keyword หรือดู Related Search / Google Suggestion เพื่อหาคำที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เช่น รีวิวทรงแว่นตา, กรอบแว่นตาทรงเหลี่ยม (รายละเอียดเครื่องมือดูได้ในหัวข้อถัดไป)

4. เลือก Keyword ให้ตรงกับ User Intent

หลังจากได้ลิสต์ Keyword มาแล้ว ให้ทดลองนำคำเหล่านั้นไปค้นหาบน Google เพื่อตรวจสอบว่าผลการค้นหาที่ Google เลือกแสดง ตรงกับ Landing Page ของเราหรือไม่

ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ขายรถมือสองในมาเลเซีย มี Landing Page ที่ให้ผู้ซื้อ Filter รถตามยี่ห้อและช่วงราคา หาก Search คำว่า “รถยนต์” ผลการค้นหาจะเป็นเว็บเพจให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับรถยนต์ ซึ่งสะท้อนว่า User’s Intent ของคำนี้คือการหาข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่การซื้อรถ Keyword คำว่า “รถยนต์” จึงกว้างเกินไปและไม่เหมาะกับหน้า Landing Page นี้

ในทางกลับกัน เมื่อค้นหาคำว่า “ซื้อรถยนต์” ผลการค้นหาจะเป็นเว็บไซต์ของบริษัทขายรถยนต์โดยตรง ซึ่งตรงกับ User’s Intent ของคนที่ต้องการซื้อรถจริงๆ Keyword คำนี้จึงเหมาะกับหน้า Landing Page มากกว่า วิธีนี้แบรนด์สามารถนำไปใช้ตรวจสอบ Keyword ของทุกหน้าบนเว็บไซต์ได้ด้วยตัวเอง

5. ตรวจสอบ Search Volume และระดับการแข่งขัน

ขั้นตอนสุดท้ายคือกรอง Keyword ที่ผ่านทุกขั้นตอนข้างต้น ให้เหลือเฉพาะคำที่มี Search Volume มากพอ และมีระดับการแข่งขันที่ธุรกิจสามารถแข่งขันได้จริง ก่อนนำไปใช้วางแผนคอนเทนต์หรือปรับปรุงหน้าเว็บไซต์

อ่านเพิ่มเติม: รวม 10 เรื่องต้องรู้ เพิ่มประสิทธิภาพการทำ SEO ให้ดีขึ้น

แนะนำเครื่องมือหา Keyword Research ที่ได้รับความนิยม

Predictive รวบรวมเครื่องมือหา Keyword ที่ใช้งานจริงในการวางแผน SEO มาให้ ทั้งเครื่องมือฟรีสำหรับเริ่มต้น และเครื่องมือเสียเงินสำหรับธุรกิจที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น

1. Google Keyword Planner — ฟรี

เครื่องมือฟรีจาก Google (ต้องมีบัญชี Google Ads) ใช้ดู Search Volume เฉลี่ยของแต่ละ Keyword และดูเทรนด์การค้นหาในแต่ละช่วงเวลาได้ เหมาะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำ Keyword Research

2. Google Trends — ฟรี

ใช้ดูแนวโน้มความนิยมของ Keyword ตามช่วงเวลาและพื้นที่ เหมาะสำหรับเช็ก Seasonal Keyword หรือดูว่ากระแสของคำนั้นกำลังมาแรงหรือกำลังซาลง

3. Google Suggestion / People Also Ask (SERP) — ฟรี

พิมพ์ Seed Keyword ลงในช่องค้นหาของ Google แล้วดูคำแนะนำอัตโนมัติ หรือเลื่อนไปดู Related Search และ People Also Ask ท้ายหน้าผลการค้นหา ใช้เป็นไอเดียขยาย Keyword ที่เกี่ยวข้องได้ดี

4. Ubersuggest — ฟรีแบบจำกัด / มีแพ็กเกจเสียเงิน

ใช้งานเบื้องต้นได้ฟรีในจำนวนครั้งจำกัดต่อวัน เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการดูไอเดีย Keyword เพิ่มเติมจาก Seed Keyword พร้อม Search Volume และระดับการแข่งขันคร่าวๆ หากต้องการปลดล็อกการใช้งานแบบไม่จำกัดต้องอัปเกรดเป็นแพ็กเกจเสียเงิน

5. Ahrefs Keywords Explorer — เสียเงิน

เครื่องมือระดับมืออาชีพที่ให้ข้อมูลเชิงลึก เช่น Keyword Difficulty, Click-Through Rate โดยประมาณ และ Keyword ของคู่แข่ง เหมาะกับธุรกิจที่ทำ SEO อย่างจริงจังและต้องการข้อมูลแม่นยำในการวางกลยุทธ์ระยะยาว มีค่าใช้จ่ายรายเดือน

ธุรกิจควรโฟกัส Keyword มากน้อยเท่าไหร่

การจะตอบได้ว่าควรโฟกัสกี่ Keyword นั้นขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย

ปัจจัยแรก: ธุรกิจมีหมวดหมู่สินค้า (Product Category) มากน้อยแค่ไหน

หากธุรกิจมีหมวดหมู่สินค้าหลากหลาย ก็ต้องใช้ Keyword ที่มากขึ้นเท่านั้น เพื่อให้สินค้าทั้งหมดมี Keyword ที่ติดบนหน้า SERP ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจธนาคารที่มีกลุ่มสินค้าหลากหลาย ทั้งสินเชื่อ บัตรเครดิต Refinance เปิดบัญชีออมทรัพย์ ประกันรถยนต์ ประกันสุขภาพ ก็ต้องวางแผน Keyword ของแต่ละ Category แยกกัน เพื่อให้เมื่อลูกค้าค้นหาคำว่า “สินเชื่อ” จะเจอหน้า Landing Page ที่เกี่ยวกับสินเชื่อโดยตรง

ปัจจัยที่สอง: กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็น Mass Market หรือ Niche Market

ถ้าธุรกิจเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว เช่น ธนาคารสีต่างๆ ก็สามารถใส่ Branded Keyword ลงไปควบคู่กับ Non-Branded Keyword ที่เกี่ยวข้องได้ เพราะมีแนวโน้มที่คนจะได้ยินแบรนด์ผ่านสื่อต่างๆ แล้วมาค้นหาต่อใน Google แต่ถ้าเป็น Niche Market หรือแบรนด์ยังไม่เป็นที่รู้จัก เช่น ธุรกิจขายอุปกรณ์เครื่องจักรแบบ B2B ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ Branded Keyword มากนัก ควรเน้น Generic Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า/บริการมากกว่า

ปัจจัยสุดท้าย: เป้าหมายของหน้าเว็บไซต์นั้นๆ (Page Objective)

ก่อนกำหนด Keyword ต้องดูก่อนว่าต้องการให้หน้าไหนติดบน SERP และหน้านั้นมีเป้าหมายอะไร เช่น ให้ความรู้เรื่องการเลือกซื้อแว่นตาผ่านบทความ จากนั้นศึกษาต่อว่าลูกค้าเป้าหมายจะค้นหาด้วย Keyword คำไหนบ้าง และคำไหนที่ผลการค้นหามักออกมาในรูปแบบบทความให้ความรู้ ไม่ใช่หน้า E-commerce

ดังนั้นจำนวน Keyword ที่ควรโฟกัสจึงแตกต่างกันไปตามประเภทของธุรกิจ ลักษณะของกลุ่มลูกค้า และเป้าหมายของแต่ละหน้าเว็บไซต์

ไม่รู้จะเริ่มหา Keyword ยังไงดี ให้ Predictive ช่วยคุณ

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจของตัวเองควรเริ่มหา Keyword จากตรงไหน หรือมี Keyword อยู่ในมือแล้วแต่ไม่รู้ว่าตัวไหนควรใช้กับหน้าไหน ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากการไม่มีข้อมูล แต่มักเกิดจากการไม่มีกรอบในการตัดสินใจที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายทางธุรกิจจริงๆ

บริการ SEO+GEO ของ Predictive ช่วยธุรกิจวางกลยุทธ์ Keyword ตั้งแต่การทำ Keyword Research ที่เหมาะกับสินค้า บริการ และกลุ่มลูกค้าของแต่ละธุรกิจ ไปจนถึงการนำ Keyword ไปใช้จริงบนเว็บไซต์ พร้อมวัดผลเชื่อมโยงถึง Business Outcome ไม่ใช่แค่อันดับการค้นหาที่ขึ้นลงได้ทุกเดือน โดยขอบเขตบริการครอบคลุม

  • Keyword Research และวาง SEO Keyword Strategy ที่สอดคล้องกับ Page Objective ของแต่ละหน้า
  • SEO On-Page Optimization ปรับโครงสร้างหน้าเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับ Keyword และ User Intent
  • SEO Off-Page Optimization สร้าง Authority ให้เว็บไซต์ในสายตา Google
  • SEO Report & Monitoring วัดผลและติดตามอันดับอย่างต่อเนื่อง
  • SEO Site Revamp & Migration Plan สำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการปรับโครงสร้างใหม่
  • การเตรียมความพร้อมเว็บไซต์สำหรับ GEO (Generative Engine Optimization) ให้แบรนด์มีโอกาสถูกอ้างอิงบน AI Search ควบคู่ไปกับ SEO แบบดั้งเดิม

ดูรายละเอียดบริการ SEO & GEO ของ Predictive

สรุปเรื่องการใช้ Keyword สำหรับ SEO

Keyword ที่เลือกใช้อย่างถูกต้อง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หน้า Landing Page ติดอันดับและอยู่ในหน้าผลการค้นหา (SERP) ที่ตรงตาม User’s Intent ซึ่งช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ตรงมากยิ่งขึ้น และมีโอกาสเพิ่ม Conversion Rate ในระยะยาว

เริ่มต้นทำ SEO กับ Predictive ตั้งแต่วันนี้ โดยในสโคปงานด้าน SEO สามารถวัดผลได้ตั้งแต่ Ranking ไปจนถึงการวัดผล Business Outcome เช่น รายได้ที่เพิ่มขึ้น โดยมีทีม Data Analytics ช่วยแบรนด์วิเคราะห์ Performance ของ Organic Search ในเชิงลึก ที่ผ่านมาได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์ชั้นนำ อาทิ Krungsri Consumer Group, Ngern Tid Lor, Nivea, Levi’s และอื่นๆ มากกว่า 50 แบรนด์

How we can help

Fill out the form below to discuss your needs or learn more about our services

"*" indicates required fields

This field is for validation purposes and should be left unchanged.
Name*
Please let us know what's on your mind. Have a question for us? Ask away.